poprock View my profile

WHIPLASH : สงคราม

posted on 18 Nov 2014 07:22 by jaypop in FILM directory Entertainment, Knowledge

ยาวมาก แต่เราตั้งใจเขียนนะคะ รีวิวนี้ สำหรับคนที่ไปดูหนังมาแล้ว แล้วอยากมาแชร์มุมมองกัน เห็นคนไม่ค่อยพูดถึงหนังมากเท่าไหร่ (แม้ในช่วงที่ฉายแรกๆก็ตามก็ยังมีกระทู้พูดถึงน้อยพอสมควร)

และตอนนี้หนังน่าจะเหลือรอบน้อยแล้ว เราเองก็นานๆทีจะรีวิวหนัง พอชอบเรื่องไหนมากๆ ก็อยากทำกระทู้ยาวๆแบบนี้ การตีความหรือการตั้งข้อสังเกตุของเรา "เป็นวิจารณญาณส่วนตัว" ไม่มีถูกหรือผิดนะคะ คนอื่นอาจคิดต่างจากนี้ได้ นี่แค่มุมมองหนึ่งต่อ Whiplash เท่านั้น

 

พร้อมแล้ว อ่านเลยค่ะ


: : : เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ

 

 


ไม้ของ VIC FIRTH


ตอนที่เราได้เห็นไม้กลองในหนัง ความสงสัยแรกเลย คือ

"อืม มันใช้ไม้อะไรวะ"

จำได้ว่าตอนเด็กๆ เราเห็นภาพของมือกลองที่รัวกลองโซโล่โหดๆจนไม้แตกหักแบบเอ็กซ์ตรีมอยู่บ่อยๆ วงร็อคโหดๆบางวง ไม้หักปุ๊ปถีบกลองทิ้งแม่มเรย อารมณ์พีคมาเต็ม เพราะงั้นเราเลยคุ้นชินกับภาพการตีกลองโหดๆจนไม้กลองหักกระจุย จนกระทั่งพอมาอยู่ในหนัง เราก็หวังว่า ในเมื่อมันตีกลองกันโหดขนาดนั้น มันต้องมีฉากไม้กลองหักมั่งละวะ นั่นมันจะต้องโคตรพีคแน่ๆ ไม่ได้คาดหวังว่าจำเป็นต้องมี แต่คิดว่ามันคงจะมี จนกระทั่งหนังมันดำเนินไปถึงฉากสุดท้าย

ไม่มีฉากไม้กลองหักเลยว่ะ..

ความสงสัยแบบไร้สาระเริ่มมา เห้ย ไอ้นีแมน มันใช้ไม้อะไรวะ ถึงโซโล่ยาวได้ขนาดนั้นแล้วไม้ไม่หักนี่ตรูรอฉากไม้หักเลยนะ นี่มันฉากสูตรชัดๆ มันต้องมีสิวะ ไอ้ฉากไม้หัก ถ้ามีนี่จะพีคโคตรๆ

สำคัญไหม ว่าทำไมไม้ถึงไม่หัก

แน่นอนว่าสำคัญ

เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังทีหลัง

ไม้ที่นีแมนใช้ คือ ไม้ของ VIC FIRTH  (ยี่ห้อหนึ่งของไม้กลอง) อันที่จริงนี่เป็นข้อมูลที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ แต่ไม้กลองนั้นจะมีหลากหลายขนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวงการดนตรีอาชีพ ไม่ใช่ว่าไม้กลองแบบไหนก็นำมาใช้กับดนตรีประเภทนั้นๆได้ ไม้กลองสำหรับมือกลองนั้นมีความสำคัญมากพอๆกับพู่กันของจิตรกร

ขนาดและน้ำหนักต้องถูกต้อง สำหรับสไตล์และดนตรีของคุณ

มันมีขนาดและน้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับ แจ๊ซ,ป๊อป,ออเครสตร้า,คอมโบ,คลาสสิค,ร็อค ฯลฯ มันอาจฟังดูเป็นเรื่องที่คุณนึกตามไม่ออก แต่สำหรับมือกลอง บางครั้งขนาดและน้ำหนักที่พอเหมาะ ก็ใช่ว่าจะเพียงพอ ในคำแนะนำการเลือกไม้ของแบรนด์ วิค เฟิร์ธเองก็ให้คำแนะนำว่า

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "ความรู้สึก" ตอนที่จับไม้

เมื่อมันใช่ มันก็เป็นไม้ของคุณ

นี่ฟังดูคุ้นๆ

เราไม่ได้พามาดูฉากแฮรี่ พอตเตอร์เลือกไม้กายสิทธิ์ แต่ ในมุมหนึ่ง ดนตรีมันก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจนคุณคิดไม่ถึงได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น มือกลองบางคนก็มี ไม้ที่ใช้ประจำ และจะพกไม้นั้นติดตัวไปไหนมาไหนตลอด มันคุ้นมือและคุ้นน้ำหนัก อาจรวมไปถึงคุ้นองศาของไม้ บางครั้งเวลาที่เขาต้องเปลี่ยนไม้ใหม่ระหว่างตี บางทีก็ทำให้จังหวะผิดเพี้ยนหรือ ความรู้สึกแตกต่างไปเลย บางทีคนฟังเพลงปกติทั่วไปแทบไม่รู้ความเปลี่ยนแปลงนั่น มีแต่คนตีเท่านั้นที่รู้

น้ำหนักไม้ ความยาว องศา หรือแม้แต่การต้องใช้ไม้ที่ไม่ใช่ของตัวเอง อะไรต่างๆเหล่านี้ มันอาจสำคัญ หรือไม่สำคัญเลยก็ได้

แต่แน่นอนว่ามันมีความหมายอยู่บ้าง

ไม่มากก็น้อย

 

 

 

เรื่องราวของชาย 4 คน กับเพลงในแทร็คที่ 1

 

Hank Levy เป็น มือแซ็กโซโฟน

Don Ellis เป็น มือทรัมเป็ต

Damien Chazelle เป็น ผู้กำกับ

Justin Hurwitz เป็น นักแต่งเพลง

 

แฮงค์ เป่าแซ็กโซโฟนและเป็นวาทยากรวงแจ๊ส เขามีเพลงที่เขาประพันธ์ไว้มากมาย ในปี 1972 เขาได้พบกับดอน ที่เป็นมือทรัมเป็ต ต่อมาพวกเขาจึงได้มีผลงานร่วมกันในอัลบั้มแจ๊สที่ชื่อ Soaring ตอนปี 1973 ในอัลบั้มประกอบไปด้วย 8 เพลงที่มีเสียงทรัมเป็ตเป็นตัวชูโรง

ดอนเลือกเพลงของแฮงค์เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม หลายคนบอกว่า มันดูคล้ายเป็นประกอบภาพยนตร์ แต่จุดประสงค์ของมันก็ไม่ใช่เพลงที่ทำขึ้นมาประกอบภาพยนตร์ ความสนุกสนานของเพลงที่ดอนเลือกมาไว้ในแทร็คเปิดอัลบั้ม Soaring คือ มันเป็นเพลงที่เริ่มต้นด้วยความตื่นเต้น เร่งเร้า สนุกสนาน เพลงนั้นมีชื่อว่า

"Whiplash"

 

 

ดาเมียน เป็นเป็นนักดนตรีสมัยเรียนที่ฮาร์วาร์ด ในตอนนั้นเขาได้พบกับจัสติน พวกเขาชอบฟังเพลงแบบเดียวกัน อยู่วงเดียวกัน และเป็นรูมเมทกัน พวกเขาใช้เวลาว่างทำสิ่งที่อยากทำนั่นคือการทำหนัง หนังสั้นเรื่องแรกที่พวกเขาทำคือ "Guy and Madeline on a Park Bench" พวกเขาใช้เพลง Whiplash เป็นเพลงประกอบหนังสั้นของพวกเขา

"ผมงี้เกลียดเพลงนี้ชะมัด"

เดเมียนพูดถึง วิปแลช เขาให้ความเห็นว่า มันเป็นเพลงที่มือกลองเกลียด เพราะมันมีช่วงเร่ง จาก 7/4 ห้อง ไปเป็น 14/8 ห้องในตอนท้าย ซึ่งบางครั้งมันก็ยากบรรลัยสำหรับมือกลองในตอนนั้นแบบเดเมียน

เดเมียนทำหนังสั้นและพยายามหาทุนอยู่พักนึง จนกระทั่งเขามีโอกาสได้ทำหนังยาวในที่สุด เขาเลยตั้งชื่อมันว่า Whiplash มันมาจากเพลงประกอบที่เขาเคยใช้นั่นเอง

ตอนที่เขาเลือก "Whiplash" มาใช้เป็นชื่อหนังขนาดยาวเรื่องแรกของเขา มันอาจไม่มีความหมายอะไรลึกซึ้งเลย นอกจากว่า มันเป็นเพลงที่เขาเลือกได้ก็ไม่อยากเล่น หรือ มันยากชิบเป๋ง หรือ มันเหมาะกับการต่อสู้ชะมัด

มันอาจเป็นอะไรก็ได้

ตอนนั้นเขาใช้ Whiplash เวอร์ชั่นดั้งเดิมของ Hank Lavy มาใช้ในหนังสั้น แต่เมื่อมันกลายมาเป็นหนังยาวแล้ว เขารู้ว่ามันควรต้องมีการอัดและเรียบเรียงใหม่ขึ้นมาอีกรอบ และหน้าที่นั้นก็ต้องเป็นของจัสติน ..

"จัสตินนายจัดการเรื่องเพลงไปแล้วกัน"

จัสตินโอเค และนั่นไม่ต้องใช้สมองคิดอะไรให้เยอะเลย

"โอเค

แทร็คที่ 1 : Whiplash"

 


 

DAVE GROHL และ ANDREW NEIMAN

หลายคนบอกว่า ดนตรีไม่การแบ่งชนชั้น มันเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมทุกภาษาบนโลกนี้ไว้ด้วยกัน จังหวะ ทำนอง เสียง สิ่งเหล่านี้ มันคือภาษาสากล คุณไม่จำเป็นเข้าใจ แต่คุณก็ซาบซึ้งได้ ไม่ว่าใครๆก็ให้กำเนิดเสียงดนตรีได้

มันเหมือนกับคำอุปมา อุปไมย เสียงใบไม้ร้องเพลง เสียงลมขับกล่อม

แม้แต่เสียงหัวเราะของเด็ก ยังไพเราะกว่าเครื่องดนตรีชิ้นไหนๆบนโลกนี้

ดนตรี มีอานุภาพมากขนาดนั้น

นั่นนำไปสู่แก่นที่ว่า ดนตรี นั้นมีไว้เพื่อจรรโลงโลก "นักดนตรี" เกิดมาเพื่อสร้างความสวยงามให้โลกใบนี้

แต่

ใครเป็นคนบอกคุณว่า มันต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป?

 

ในโลกปัจจุบัน เราได้เห็นว่า ทุกอย่างคือ "การแข่งขัน" ทุกอย่างมีแต้มต่อ มีราคา และ มีการวัดระดับ

กับศาสตร์ "ดนตรี" ก็เช่นกัน มีใครสักคนบอกว่า "ศิลปะไม่อาจตีค่าหรือตัดสินด้วยการวัดผลใดๆได้"

แต่ตามบรรทัดฐานบนโลกใบนี้ เราก็มีการให้คะแนนกับงานศิลปะ เรามีการประกวดวาดภาพ ประกวดวงดนตรี ประกวดทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้ เพื่อให้ใครสักคนมาตัดสินเราว่า เรานำเสนอ "ศิลปะ" นั้นได้ดีมากแค่ไหน

 

 

เดฟ โกรล เป็นนักร้องนำวง Foo Figthers เขาเป็นนักดนตรีคนหนึ่งในวงดนตรีร็อค (ปัจจุบันเป็นทั้งโปรดิวเซอร์ทั้งผู้กำกับหนัง) เคยเป็นสมาชิกของวงที่มีอิทธิพลมากๆวงหนึ่งในวงการเพลงยุค 80's - 90's อย่าง Nirvana

วันหนึ่ง เดฟก็บอกว่า วิถีทางของดนตรีในทุกวันนี้ มันผิด

"ทำไมเราถึงต้องไปยืนต่อแถวเพื่อให้ได้ร้องเพลง ต่อหน้าพวกคนรวยๆ เพื่อให้เขาบอกว่า เราเหมาะหรือไม่เหมาะที่จะเป็นนักร้อง"

ในคำพูดของเดฟ คือ อะไร

เขากำลังวิพากษ์วงการประกวดดนตรี ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ อย่าให้เราต้องเอ่ยชื่อ เพราะมันมากมายเหลือเกิน คำพูดเดฟ อาจฟังไม่เข้าหูนัก หลายคนอาจบอกว่า

"ใช่สิ คุณมันเป็นคนดังแล้ว คุณจะพูดยังไงก็ได้ พวกเราก็แค่พยายามตามความฝันของเรา"

แน่นอน คำโต้เถียงเหล่านั้นก็ถูกต้องเช่นกัน เป็นเดฟเองที่อาจผิดไป แต่ขณะเดียวกันความคิดเดฟก็ถูกต้องในส่วนของเขา เดฟไม่ได้กำลังวิพากษ์ "การเป็นนักร้อง" เขากำลังวิพากษ์ "กลไก" ที่ทำให้ "มาตรวัตรทางศิลปะ" กลายเป็นสิ่งที่เราต้องยึดติดและทำตาม มันกำลังทำให้วงการเพลงถูกตีค่าทุกอย่างกลายเป็น "คะแนน"

ทำไมคนเป็นนักร้องแบบเดฟ ถึงพูดแบบนั้น คนอาจจะคิดว่า

เขาทำเก๋า เขาทำเท่ที่พูดแบบนั้น

แต่ประวัติสั้นๆของเดฟคือ เขาไม่ได้เป็นนักร้องมาก่อน จนกระทั่ง เคิร์ทตาย

 

 

เคิร์ทคือ นักร้องนำวง Nirvana วงที่เดฟเป็นมือกลอง เดฟคิดว่าตัวเองเป็นมือกลองมาตลอด จนกระทั่งเคิร์ทตาย วันที่เคิร์ทตาย เขาคิดว่า ชีวิตนักดนตรีของเขาคงจบสิ้นแล้ว เขาอยู่ในยุคที่ Nirvana คือ ศาสนา เคิร์ท โคเบน คือ ศาสดา เมื่อเคิร์ทตาย ทุกอย่างมันเหมือนหายไปหมด เดฟคิดว่า เขาทำใจรับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ ตอนนี้ไม่ได้

แต่แล้วเขารับมือกับมันยังไง

เดฟคิดได้ว่า แม้เขาจะตีกลองมาตลอด แต่เขาก็เป็น "นักดนตรี" คนหนึ่ง เขาเคยแต่งเพลงเก็บไว้เยอะแยะตอนที่ยังตีกลอง มันเป็นเพลงที่เขาไม่เคยร้องให้ใครฟัง หลังจากเคิร์ทตาย เขาก็พึ่งคิดออก

ทำไมเขาถึงไม่ร้องเพลงวะ

เดฟออกไป เขาเช่าห้องอัด จองคิวยาวทั้งอาทิตย์ เพื่อร้องและเล่นเพลงของตัวเอง ที่ไม่เคยร้องให้ใครฟัง เขาทำมันอย่างบ้าคลั่ง

แล้วหลังจากนั้น เขาก็กลายเป็น "นักร้องนำ" และ "มือกีต้าร์" วง Foo Fighters

วงร็อคที่มีอิทธิพลมากวงหนึ่งในยุค 2000

ส่วนเรื่องตีกลอง

ปล่อยให้คนอื่นตีไปก็แล้วกัน

 

นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไม เดฟถึงวิพากษ์วงการประกวดร้องเพลงไว้แบบนั้น

เพราะเขาคิดว่า ไม่มีใครตัดสินเราได้ นอกจากตัวเราเอง เราลิขิตชะตาตัวเองได้

 

นั่นคือเรื่องของ เดฟ โกรลห์ ในโลกของความจริง

และนี่คือเรื่องของ แอนดรูว นีแมน

 

 

นักศึกษาปี 1 ในโรงเรียนฝึกสอนดนตรีแจ๊ซที่ดีที่สุดในประเทศ เขาเป็นนักเรียนเอกกลอง ทีแรกมันก็ไม่มีอะไร แต่หลังๆมันก็เริ่มมีอะไร

เท่าที่จำความได้ นีแมนชอบตีกลอง ไม่รู้ชอบตั้งแต่ตอนไหน พ่อเป็นครู แม่ทิ้งไปตอนเด็กๆ ไม่มีชีวิตในส่วนไหนของครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับดนตรี ยิ่งเป็น "ดนตรีแจ๊ซ" ยิ่งลืมไปเลย แต่เขาก็มาชอบดนตรีจนได้ และชอบตีกลอง ในหนังบอกว่า "บัดดี้ ริช" คือไอดอลของเขา เขามีซีดี "บัดดี้ ริช" มือกลองแจ๊ซ ชื่อดัง ที่นำมาเปิดฟังวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนสอนแจ๊ซที่ดีที่สุด

เขาพกเสียงกลองของบัดดี้ ริชไปด้วย

 


เขาพบครูคนหนึ่งชื่อ "เฟล็ทเชอร์" ครูที่ว่ากันว่า เจ๋งที่สุด เขาคุมวงประจำวิทยาลัย และเขาโคตรเนี้ยบ และ โคตรเก่ง นีแมนปลื้มเขาสุดๆ เขาตะเกียกตะกายเพื่