poprock View my profile

พอดีพึ่งไปดู The Wolverine มา สนุกดีค่ะ เลยพึ่งคิดขึ้นได้ ... พี่ฮิวจ์เขาได้เล่นหนังที่เกี่ยวกับสงครามตลอดเลย
ยังไม่นับที่ทำมาจากนิยาย/การ์ตูน และ ความเชื่ออีกนะ
ขอคัดเอามาแค่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แล้วกันนะคะ .. ผิดพลาดตรงไหนขออภัยจริงๆ
ตอนเขียนไม่ได้ย้อนเอาหนังกลับมาดู อาจจะตกๆหล่นๆไปบ้าง ขออภัยมา ณ ทีนี้ค่ะ

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์เรื่อง
- Les Misérables (2012)
- The Prestige (2006)
- Australia (2008)
- The Wolverine (2013)
 
///
 
 
 
Les Misérables : 1815

ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นชาวนาที่ชื่อ "ฌอง วัลฌอง"
 

ฌอง วัลชองเป็นชาวนาแสนยากจนค้นแค้น วันหนึ่งเขาแอบหยิบขนมปังก้อนเล็กหวังนำกลับไปให้หลานสาวกิน กลับถูกจับได้ และ ถูกขังคุกดุจนักโทษอุกฉกรรจ์คนอื่นๆ เป็นเวลายาวนานถึง 19 ปี ด้วยโทษ 4 สำหรับข้อหาขโมย และ อีก 15 ปีสำหรับการพยายามหลบหนีตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขัง วัลฌองออกจากคุกมาด้วยความแค้น แค้นในโชคชะตา และ ความอยุติธรรมที่ตัวเองได้รับ เขาไม่มีที่ไป จนกระทั่งได้พบกับโบสถ์แห่งหนึ่ง และบาทหลวงให้ที่พักพิง



แต่วัลฌองไม่มีเงินติดตัวสักแดง เขาไม่รู้จะต้องดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร คืนนั้นเขาจึงออกจากโบสถ์ไปพร้อมกับเครื่องเงิน แต่หนีไปได้ไม่ไกล อดีตนักโทษแบบเขาก็ถูกจับอีก ตำรวจพาเขากลับมาที่โบสถ์เพื่อให้บาทหลวงยืนยันความผิด หลวงพ่อเห็นสภาพวัลฌอง จึงบอกว่า เครื่องเงินเหล่านั้น เป็นของขวัญที่หลวงพ่อให้ไปเอง วัลฌองจึงพ้นผิด วัลฌองสำนึกในบุญคุณของบาทหลวง จึงคิดกลับตัวกลับใจเป็นคนดี

6 ปีต่อมา วัลฌองกลายเป็นเจ้าของโรงงานเย็บผ้า และเป็นนายกเทศมนตรีผู้เป็นเสาหลักของเมือง ด้วยความเป็นคนมีคุณธรรมสูงส่ง และยังพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองให้เจริญรุ่งเรือง วัลฌอง หรือ มาดแลน จึงได้รับเสียงสรรเสริญยกย่องไปทั่วเมือง จนกระทั่ง "ฌาแวรต์" สารวัตรคู่ปรับที่เคยจับกุม วัลฌองมาแล้ว 2 ครั้ง มาพบเขาเข้าโดยบังเอิญ ฌาแวรต์หาพยายามหาวิธีให้วัลฌองเปิดเผยตัว ด้วยการแกล้งลงทัณฑ์คนผิด จนกระทั่งวัลฌองต้องยอมรับว่าตนเองคือ "ฌอง วัลฌอง" วัลฌองจึงต้อง เริ่มต้นการหนี อีกครั้ง

ฟองตีน หญิงสาวอาภัพที่ถูกกลั่นแกล้ง จนชีวิตต้องตกระกำลำบากถึงขั้นต้องขายตัว และกำลังจะตาย เป็นคนงานในโรงงานเย็บผ้าของวัลฌอง วัลฌองได้ให้สัญญากับเธอ ว่าจะช่วยตามหาโกเซตผู้เป็นลูกสาวของเธอ และจะช่วยดูแลให้ วัลฌองหนีมาพร้อมกับตามหาโกเซตเจอในที่สุด หลังจากช่วยเหลือโกเซตจากครอบครัวใจยักษ์ได้ เขาก็รับโกเซตเป็นลูก และหนีไป แต่ก็ถูกตามล่าอีก จนได้พบกับคนสวนที่วัลฌองเคยช่วยชีวิตไว้ สองพ่อลูกจึงอาศัยอยู่ในคอนแวนต์ตั้งแต่นั้นมา



มาริอุสเป็นชายหนุ่มมั่งคั่ง เนื่องจากเขามีตาเป็นมหาเศรษฐี แต่กลับถูกผู้เป็นตากีดกันไม่ให้พบกับพ่อของตัวเอง พ่อของเขาเป็นทหารของนโปเลียน ตาเกลียดนโปเลียน ขณะที่มาริอุสชื่นชมพ่อของตัวเองมาก จนกระทั่งพ่อตาย มาริอุสจึงออกจากบ้านมาใช้ชีวิตเยี่ยงนักศึกษายากจน และ เข้าร่วมกับกลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงเพื่อต่อต้านความเป็นไม่เป็นธรรมในการ ปกครองของรัฐบาลฝรั่งเศส

มาริอุส พบ โกเซตเข้าโดยบังเ้อิญ ก็ตกหลงรักเธอทันที มาริอุสตามโกเซตไปที่บ้าน วัลฌองรู้เข้า จึงย้ายบ้านหนี เขาจึงตามหาเธอไปทั่วแต่ก็หาไม่พบ จนอาโปนีน หญิงสาวที่หลงรักมาริอุสมาก รับปากว่าจะช่วยตามหาโกเซตให้ ทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างหลงรักกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น วัลฌองรู้เรื่องเข้าจึงบอกว่า จะย้ายไปอังกฤษ มาริอุสกลับไปบอกตาว่าจะแต่งงาน แต่ตาไม่อณุญาติ เขากลับมาหาโกเซต และพบว่าเธอจากไปแล้ว มาริอุสเสียใจมาก จึงหันกลับมาทุ่มเทให้กับภารกิจของ กองกำลังนักศึกษาเต็มที่



การต่อสู้ของประชาชนและนักศึกษาร้อนระอุขึ้นทุกที จนกระทั่งเกิดการเข้าปะทะกัน ฝั่งนักศึกษาเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ฌาแวรต์ถูกจับได้ หลังจากพยายามปลอมตัวเข้ามาสืบข่าว นักศึกษาจึงจับเขาไว้เป็นตัวประกัน ตอนนั้น วัลฌองเข้าร่วมกับกองกำลังนักศึกษาแล้ว เนื่องจากอยากมาคุยกับมาริอุส เหล่านักศึกษารู้ว่าวัลฌองมีความแค้นกับฌาแวรต์ จึงเปิดโอกาสให้เขาลงโทษฌาแวรต์ด้วยตนเอง แต่วัลฌองตัดสินใจปล่อยเขาไป

หลังจากการปะทะกับกองทหารของรัฐ มาริอุสถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส วัลฌองพยายามพาเขาหนีไปรักษาตัว ฌาแวรต์มาเจอทั้งคู่เข้า เขาคิดจะจัับวัลฌองอีก แต่ก็รู้สึกสำนึกบุญคุณที่วัลฌองไม่ฆ่าตนเอง วัลฌองบอกว่า เขาสัญญาว่าจะกลับมาเข้าคุก แต่ขอพามาริอุสไปรักษาก่อน ทีแรก ฌาแวรต์ไม่เชื่อ เขาขู่ว่าถ้าวัลฌองไม่หยุดเขาจะยิง แต่วัลฌองไม่หยุึด ฌาแวรต์รู้สึกสับสนกับความรู้สึกตัวเอง ระหว่างหน้าที่และความเชื่อมั่นที่เชื่อมาตลอด ความถูกต้องที่ยึดถือ หรือ ความเชื่อใจที่วัลฌองพึ่งมอบให้ ในที่สุด ฌาแวรต์ก็ตัดสินใจจบชีวิตตนเอง

โกเซต ได้แต่งงานกับมาริอุสในที่สุด แต่หลังจากนั้น วัลฌองได้ไปสารภาพว่าตนเองเป็นนักโทษ มาริอุสไม่รู้ว่าวัลฌองช่วยชีวิตตน จึงนึกรังเกียจ ไม่อยากให้ชีวิตของโกเซตต้องแปดเปื้อนที่มีพ่อเป็นนักโทษ จึงกีดกันไม่ให้ทั้งคู่พบกัน วัลฌองที่ไม่ไ่ด้พบโกเซตนั้น โดดเดี่ยวอย่างมาก เขาตรอมใจจนใกล้ตาย มาริอุสพึ่งมารู้ความจริงทีหลังว่าวัลฌองช่วยชีวิตตน เขาจึงพาโกเซตไปหาวัลฌอง เพื่อให้เธอได้อยู่กับพ่อในวาระสุดท้ายของชีวิต ...






ข้อเท็จจริง :



Les Misérables หรือ "เหยื่ออธรรม" เป็นวรรณกรรมก้องโลกของ วิกเตอร์ ฮูโก นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส ผลงาน "เหยื่ออธรรม" โด่งดังอย่างมาก ด้วยการร้อยเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับสังคม ความเป็นอยู่ และ การเมืองอันดุเดือดเข้มข้นของฝรั่งเศสในยุคนั้นไว้อย่างครบถ้วน ผ่านเรื่องราวของผู้คนทั้ง วัลฌอง ฟองตีน ฌาแวรต์ โกเซต อาโปนีน มาริอุส หรือแม้แต่ อองฌอลราส์

โดยบทประพันธ์ได้เผยให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้คน เส้นแบ่งแยกระหว่างศีลธรรมและกฏหมาย และการต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่แท้จริงของประชาชน



โดยเรื่องราวกินระยะเวลาเกือบ 20 ปี เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในยุคแร้นแค้นของฝรั่งเศส จนกระทั่งหลังจากการโค่นล้มของกษัตริย์ ชาร์ลสที่ 5 แห่งบูร์บงลงได้ในปี 1830 และได้มีการสถาปนา พระเจ้าฟิลิปป์ขึ้นเป็นจักพรรดิแทนที่จะสถาปนาประเทศเป็นระบบสาธารณรัฐ ประชาชนจึงรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลอีกครั้ง จนกระทั่งเกิดกลียุคในที่สุด จนถึงปี 1832 ได้เกิดศึกใหญ่ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลฝรั่งเศส

ตัวละครมาริอุส ที่หันไปเข้ากับพวก สาธารณรัฐนิยม ก็เนื่องจากมาจาก การมีพ่ออยู่ฝ่ายนโปเลียน และการมีตาเป็นผู้นิยมระบอบกษัตริย์แบบเก่า เขาจึงเหนื่อยหน่ายกับการเลือกข้าง จึงเลือกเดินทางสายกลางคือ การเข้าข้างประชาชน มาริอุสจึงไปเข้าร่วมกับพวกนักศึกษาในที่สุด ซึ่งฮูโกแสดงให้เห็นถึงสภาพการเมืองที่ขัดแย้งกันเองของฝรั่งเศส และสังคมเต็มไปด้วยความสับสน ก้าวร้าว

แม้การปฏิวัติครั้งใหญ่ในปี 1832 จะล้มเหลว ประชาชนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ในภายหลังก็มีการต่อสู้ การปฏิวัติ และเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นอีกมากมาย หลายครั้งหลายหนในฝรั่งเศส อีกนานทีเดียวกว่า ฝรั่งเศสจะสามารถปฏิวัติสู่สาธารณรัฐได้อย่างแท้จริง ...

 

///

 

 

The Prestige : 1888

ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นนักมายากลชื่อ "โรเบิร์ต แองเจียร์"



โรเบิร์ต แองเจียร์ หรือในฉายา "ดันตอง ผู้ยิ่งใหญ่" เขาเป็นนักมายากลชื่อก้องของอเมริกา และด้วยการที่เป็นนักมายากลที่ฐานะดี ทำให้กลของแองเจียร์มักเป็นกลที่พิเศษอลังการ แต่แล้วความยิ่งใหญ่นั้นก็ถูกสั่นคลอน เมื่อแองเจียร์พบว่า อัลเฟรด โบเดน นักมายากลกระจอกคนหนึ่ง ได้แสดงกลที่ไม่สามารถทำได้เำกิดขึ้นบนโลกขึ้นมา นั่นคือ "กลหายตัว" ซึ่งในยุคนั้น กลหายตัวถือเป็นกลใหม่ที่น่าทึ่ง เนื่องจากไม่เคยมีใครสามารถทำได้มาก่อน ทำให้เขาต้องสืบหาที่มาของกลนั้นในที่สุด



แล้วแองเจียร์ก็ได้พบกับ นักประดิษฐ์ที่มีชื่อว่า เทสลา

นิโคลา เทสลา เป็นชาวโคเอรเตีย เขาเดินทางร่อนเร่มาทำงานในอเมริกา โทมัส เอดิสัน ได้จ้างเขาไว้ เทสลาเป็นคนเก่ง เขามีพรสวรรค์ในการประดิษฐ์ เอดิสันให้เทสลาดูแลโครงการทางวิศกรรมทางไฟฟ้าของเขา จนกระทั่งเทสลาได้สร้างเครื่องผลิตไฟฟ้ากระแสตรงให้กับเอดิสัน เอดิสันจึงบอกว่าเขาจะจ่ายเงินให้เทสลาเป็นจำนวน 50,000 ดอลลาร์เพื่อให้พัฒนาโครงการนี้จนสำเร็จ เมื่อเทสลาทำสำเร็จ เขาจึงทวงถามค่าจ้างจากเอดิสัน แต่เอดิสันปฏิเสธว่า เขาไม่เคยยื่นข้อเสนอนั้นให้เทสลา

และนั่นคือจุดแตกหัก พวกเขาแยกทาง และกลายเป็นคู่แข่งกันตั้งแต่บัดนั้น

แองเจียร์ พบกับตัวแทนของ เทสลาที่มีชื่อว่า อัลลี่ อัลลี่เป็นตัวแทนของเทสลาในการติดต่อธุรกิจทุกอย่างของเค้า เนื่องจากเทสลาเป็นนักวิทยาศาสตร์ประเภทที่ไม่ชอบพบปะผู้คน (เทสลาเป็นต้นกำเนิดคำศัพท์ "นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง") อัลลี่พาแองเจียร์ไปดูความมหัศจรรย์ในผลงานของเทสลา โดย เทสลาสามารถสร้างเทคโนโลยีที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ไกลหลายสิบไมล์ ในตอนนั้นโลกยังไม่มีใครรู้จัก "ระบบไฟฟ้ากระแสสลับ"



มีข่าวลือว่า เทสลาสามารถผลิตเครื่อง "ย้ายมวลสาร" หรือ เทคโนโลยี Teleport ได้ ทำให้แองเจียร์ตัดสินใจที่จะซื้อเครื่องนั้น เพื่อใช้ในกลของเขาเอง เพื่อต้องการเอาชนะโบเดน แล้ว "ดันตอง ผู้ยิ่งใหญ่" ก็ได้แสดง "กลหายตัว" ในที่สุด

โบเดน ไม่อาจเชื่อว่า "กลหายตัว" มีอยู่จริง แม้เขาจะเคยแสดงกลนั้นแล้วก็ตาม แต่เป็นเพราะเขา "ใช้คู่แฝด" ของเขาในการแสดงกล แต่ ดันตองไม่มีคู่แฝด โบเดน จึงตามสืบหาความจริง แล้วพบว่า เบื้องหลังของ "กลหายตัว" ของ แองเจียร์ ไม่ใช่เทคโนโลยีย้ายมวลสาร แต่กลับเป็นการ "โคลนนิ่ง" ที่น่าขยะแขยง

แองเจียร์ ไม่ได้หายจากอีกที่แล้วไปโผล่อีกที่ แต่เค้าทำให้ตัวเอง หายไป เพื่อฆ่าตัวเองทิ้ง แล้วตัวเขาอีกตัว จะไปปรากฏยังอีกที่ เพื่อแสดงกล "หายตัว" ในเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด






ข้อเ็ท็จจริง :



หลังจากหนังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในแง่คำวิจารณ์ และ รายได้ (ที่มากเกินคาด) ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เทสลา มีส่วนในเทคโนโลยี เทเลพอร์ต หรือ การโคลนนิ่งจริงหรือไม่



The Prestige สร้างจาก วรรณกรรมชิ้นเยี่ยมในชื่อเดียวกันของนักประพันธ์ชาวอังกฤษ Christopher Priest เนื่องจาก พรีสประทับใจผลงานของ Christopher Nolan ใน Following และ Memento มากเขาจึงยอมให้หนังสือของเขาถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในที่สุด หนังสือตีพิมพ์ในปี 1995 และได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เรื่องการผูกพลอตเรื่องและปมที่ซับซ้อนด้วยการนำมายากลและวิทยาศาสตร์มาผสม ผสานกันได้อย่างลงตัว

สำหรับเรื่องเทคโนโลยี เทเลพอร์ต และ โคลนนิ่ง ของเทสลา นั้น ได้รับการยืนยันแล้วว่า เป็นเพียงจินตนาการของผู้ประพันธ์เท่านั้น ตลอดชีวิตของเทสลา ได้ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์มากมาย เคยมีข่าวลือว่า เทสลาเคยถูกชักจูงเข้าไปอยู่ในโครงการการคิดค้นเทคโนโลยี "ย้ายมวลสาร" ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งจนปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานใด บ่งบอกว่า มีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้อยู่จริง (นั่นอาจเป็นแรงบรรดาลใจของ คริส พรีส ในการแต่งเรื่อง The Prestige ด้วย)



และ The Prestige เองก็อาจเป็น ส่วนหนึ่งในการประกาศศักดิ์ศรีของ เทสลา

ตามประวัติศาสตร์นั้น ชื่อเทสลาถูกบันทึกในฐานะนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง ขณะที่ชื่อของโทมัส เอดิสัน กลับจารึกในฐานะของ นักวิทยาศาสตร์แห่งศตวรรษ

หลังจากแยกทางกัน โชคชะตาของเทสลา ค่อนข้างมืดมนกว่า โทมัส อัลวา เอดิสันมาก หลังจากเทสลาแยกทางกับเอดิสัน เขาจึงไปร่วมมือกับบริษัทวิศวกรรมของ จอร์จ เวสติงเฮาส์ และได้คิดค้นระบบไฟฟ้ากระแสสลับออกมาในที่สุด ซึ่งระบบไฟฟ้ากระแสสลับนี้เอง ทำให้ เทสลากลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ เอดิสัน การต่อสู้ระหว่าง ไฟฟ้ากระแสตรง และ กระแสสลับ นั้นเต็มไปด้วยเรื่องสกปรกโสมม ทั้งการสาดโคลน การใส่ร้ายป้ายสี และ เข่นฆ่า และการติดสินบน จนกระทั่ง เอดิสันต้องยอมพ่ายแพ้ให้แก่ ความจริง ว่า ไฟฟ้ากระแสสลับนั้น มีประโยชน์กับมวลมนุษย์อย่างมหาศาล



หากการต่อสู้ ในครั้งนั้น เอดิสันเป็นผู้ชนะ โลกเราคงต้องเต็มไปด้วยโรงไฟฟ้าขนาดย่อยในทุกๆ 5 ไมล์ และ ดวงไฟที่ให้แสงสีเหลืองเป็นแน่แท้ ผลงา่นระบบไฟฟ้ากระแสสลับของเทสลา ทำให้เราไม่ต้องสร้างโรงปั่นไฟขนาดย่อยอีกต่อไป เพราะไฟฟ้ากระแสสลับสามารถกระจายต่อไปหลายร้อยไมล์ และแสงไฟที่ได้ยังมีสีขาวสว่างอีกด้วย
 
///
 
 
 

Australia : 1939

ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นคนเลี้ยงม้าชื่อ "โดรเวอร์"





เลดี้ซาร่า แอชลี่ย์ เดินทางจาก อังกฤษ ไปออสเตรเลีย เพื่อพยามโน้มน้าวสามีที่ดูแลกิจการฟาร์มในออสเตรเลีย ให้กลับอังกฤษ แต่เมื่อเธอไปถึง กลับต้องพบว่า สามีถูกฆ่าตายอย่างเป็นปริศนา เธอจึงต้องรับภาระดูแลฟาร์มนั้นต่อ ท่ามกลางความดุเดือดของสงครามมหาเอเชียบูรพา ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังกรีฑาทัพเข้ายึดทวีปเอเชีย และกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่พยายามยึดที่ดินของเธอ เธอจึงต้องให้ "โดรเวอร์" คนเลี้ยงม้า ที่คุ้นเคยกับคนพื้นเมืองอะบอริจิ้น (ที่แอชลีย์เชื่อว่า หัวหน้าของพวกเขาฆ่าส