poprock View my profile

หายไปนาน ได้ฤกษ์มาอัพภาค 4 แล้วค่ะ จากภาคล่าสุด คิดว่าผ่านมาไม่นาน แต่ก็ปาเข้าไปตั้งเกือบปีมาแล้ว
 
 
ต่อไปแฟนหนังสือคงได้แอบเศร้ากันหน่อย เพราะตอนนี้เทรนด์หนังฮอลลีวูดเริ่มเปลี่ยนแล้วค่ะ กล่าวคือ เริ่มหมดยุคของการนำวรรณกรรมมาทำเป็นหนังแล้ว แม้จะมีให้เห็นอยู่ประปราย แต่ก็ไม่ได้บูมแบบ 3-4 ปีที่ผ่านมาแล้ว ไม่รู้ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่สำหรับคนอ่านหนังสือและเป็นคอหนังแบบเรา นี่คือ "ข่าวดี" ค่ะ เพราะเราจะได้เห็นงานใหม่ๆจาก "คนเขียนบท" กันสักที ไม่ใช่สักแต่ว่า เอาวรรณกรรมมาดัดแปลงกันอย่างเดียว แต่ที่ต้องทำใจยอมรับคือ พอหมดยุควรรณกรรมทำเป็นหนังแล้ว อิทธิพลของหนัง Action-Hero Block buster จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง และจะเป็นการสู้รบกันระหว่าง Marvel และ DC ที่สงครามนี้ ไม่น่าจะจบง่ายๆ
 
ในขณะที่ที่ผู้กำกับมือฉกาจที่ทำหนังทางเลือกหลายๆคนเริ่มทดท้อ และวางมือจากฮอลลีวูด หันไปทำหนังตามใจตัวเองลงช่องทีวีกันบ้างแล้วนั้น เป็นการยืนยันได้อย่างชัดเจน ถึงยุคอิ่มตัวของฮอลลีวูด ผู้กำกับรุ่นใหม่มากวิสัยทัศน์เริ่มคิดว่า ฮอลลีวูด อาจไม่ได้ให้คำตอบกับการสร้างผลงานของเขา ยุคนี้ต่างจากยุคก่อนตรงที่หนังเมนสตรีมมีให้เลือกเสพย์เพียงไม่กี่แนว และส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ ก็เป็นหนังที่เน้นทุนสร้าง มากกว่าเน้นเรื่องบท ลองนึกย้อนกันง่ายๆ เราห่างหายหนังที่เพรียบพร้อมด้วยพลอตเรื่อง และการประสบความสำเร็จด้านรายได้แบบ Titanic มานานมากแล้ว ...
 
เกริ่นมาซะเยอะ ไปดูหนังสือแปลไทยที่กำลังจะทำเป็นภาพยนตร์ ที่น่าสนใจกันเลยค่ะ
 
 
1. Tom Sawyer & Huckleberry Finn (2013)
 
การกลับมาอีกครั้งของ มาร์ก ทเวน ปรมาจารย์งานเขียนแนวจิกกัดสังคม ผู้โด่งดังอันดับต้นๆในประวัติศาสตร์ อเมริกา ถึงขนาดที่่ว่า แฮมมิงเวย์ เคยยกย่อง มาร์ก ทเวนว่า
 
"งานเขียนร่วมสมัยของอเมริกันทั้งหมด มาจากหนังสือเล่มเดียวของ มาร์ก ทเวนที่ชื่อว่า 'การผจญภัยของฮัคเบอร์รี่ ฟินน์' ... "
 
ความโด่งดังของ "ฮัคเบอร์รี่ ฟินน์" ได้ทรงอิทธิพลอย่างมาก ทั้งในแง่ดีและร้าย ผู้คนสรรเสริญเยินยอมาร์ก ทเวนในฐานะ ปรมาจารย์ด้านงานเขียนที่สอดแทรกเรื่องราวประวัติศาสตร์และการเสียดสีสังคมได้อย่างเจ็บแสบ ขณะเดียวกับที่ งานเขียนของเขากลับสร้างกระแสในแง่ลบด้วยเช่นกัน เนื่องจาก "ฮัคเบอร์รี่ ฟินน์ฯ" ถูกกล่าวว่า เป็นงานเขียนทีืมีเนื้อหา "เหยียดผิว" ได้รุนแรงที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว โดยถูกจัดอันดับในอยู่ในหนังสือที่ "ห้ามอ่าน" อันดับ 4 ในปี 1990 และ ลดอันดัุบลงเหลือเป็นอันดับที่ 20 หลังปี 2000 ขณะที่ตัวมาร์ก ทเวนกลับเป็นพวกมนุษย์นิยมอย่างสุดโต่ง และ ต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนอย่างมาก
 
ความโด่งดังของ "การผจญภัยของฮัคเบอร์รี่ ฟินน์" อาจจะยิ่งใหญ่มากถึงขั้นเปลี่ยนแปลงวงการหนังสือในอเมริกา แต่การทำเป็นภาพยนตร์ในครั้งนี้ เราคาดว่าน่าจะเป็น การนำส่วนหนึ่งของการผจญภัยของ ทอม ซอว์เยอร์ จาก "การผจญภัยของทอม ซอว์เยอร์" ที่เขาและ ฟินน์ กับ ทาสผิวสี โจ ได้มาก๊วนผจญภัยในเกาะแจ็คสันด้วยกัน ซึ่งถือเป็นภาคต้นกำเนิด และเป็นงานเขียนชิ้นแรกๆที่โด่งดังของมาร์ค ทเวน ซึ่งหลังจากนั้น ทเวน จึงได้เขียนภาคต่อใน "การผจญภัยของฮัคเบอร์รี่ ฟินน์" อันโด่งดังในเวลาต่อมา
 
การผจญภัยของทอม ซอว์เยอร์ เริ่มต้นจากการได้พบกับ ฮัคเบอร์รี่ ฟินน์ และ โจ ฮาร์เปอร์ สองหนุ่มสุดเฮ้ว นำไปสู่การผจญภัยในโลกกว้าง ที่พวกเขาต้องไปข้องเกี่ยวกับทั้งคดีฆาตกรรม และ การล่าขุมสมบัติ ที่คำว่า "โคตรมันส์" ยังน้อยไป ..
 
Base On Novel : The Adventures of Tom Sawyer การผจญภัยของ ทอม ซอว์เยอร์
Starring : Joel Courtney (Tom Sawyer), Jake T. Austin (Huckleberry Finn) , Katherine McNamara (Becky Thatcher)
 
 
 
 
 
2. The Maze Runner (2014)
 
วรรณกรรมล่าปริศนาอันโด่งดัง ที่พูดถึงการตื่นขึ้นมาพร้อมกับ "ภาวะไร้ความทรงจำ" โทมัส พบว่าตัวเขาเองตื่นขึ้นมากลางท้องทุ่งแห่งหนึ่ง แบบที่จำอะไรไม่ได้เลย และ รอบกายของเขายังรายล้อมไปด้วยเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่เป็นเหมือนกับเขาคือ จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น และ ตัวเองถูกพามาที่ "ทุ่ง" แห่งนี้ได้อย่างไร ขณะที่ท้องทุ่งนั้นรอบล้อมไปด้วยกำแพง ที่โทมัสทราบภายหลังว่า กำแพงไม่ได้กันพวกเขาหนีออกไป แต่มีไว้ป้องกัน "บางอย่าง" ที่จะเข้ามาต่างหาก
 
(นี่มัน แอคแทค ออฟ ไทท้านนนนนนนนนนน!!!)
 
 
หลังจากลือกันมานาน โปรเจคค้างเติ่งเรื่องนี้ในที่สุดก็เสร็จสิ้นและได้ฤกษ์ฉายกับเขาเสียที ซึ่งโดยพลอตและการดำเนินเรื่องนั้นบอกกงๆว่า แฟนหนังสืออยากให้เป็นไม้ต่อจาก "The Hunger Game" มากกก แถมคราวนี้ไม่มีชะนีมาขัดใจ มีแต่เด็กหนุ่มล้วนๆจ้าาาาา!!!
 
อิฉันชัดเจนมาก ณ จุดนี้ 5555555555
 
โดยเด็กหนุ่มที่จะมารับบท โทมัสคือ ดีแลน โอ ไบรอัน ที่ตอนแคสบทนี้ หน้าตามู่ทู่ชอบก๊ลออกแนวขี้แหร่ ... แต่พอไปอยู่ในหนัง อีดีแลน หน้าหล่อเฟ่อออออออออว์ เลยจ้า นี่มันหนังประเภทกวักมือเรียกแม่ยกชัดๆ!!!!
 
 
Base On Novel : The Maze Runner เกมส์ล่าปริศนา ตอน เขาวงกตมฤตยู
Starring : Dylan O'Brien (Thomas), Kaya Scodelario (Teresa), Thomas Brodie-Sangster (Newt), Patricia Clarkson (Ava Paige)
 
 
 
 
 
3. Book Of Thief (2014)
 
 
กล่าวกันว่า นี่คือหนังสืออีกเล่มที่พร้อมจะเบียดขึ้นหิ้งไปอยู่คู่กับหนังสือ "บันทึกลับของ แอน แฟรงก์"
 
แม้ผู้เขียนอย่าง มาคัส ชูซัค จะไม่ได้เกิดหรืออยู่ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และ การกวาดล้างยิวในเยอรมันแบบ แอน แฟรงก์ แต่พรวิเศษของเขาที่เขาได้รับจาก "ยมฑูต" ก็ช่วยให้เขาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ออกมาได้อย่างมหัศจรรย์ ราวกับว่า เขาเป็น "ยมฑูต" ผู้เฝ้ามอง "เด็กหญิงจอมโจร" ในยุคนั้นจริงๆเลยทีเดียว
 
Book Of Thief เล่าเรื่องของ ลีเซล เด็กหญิงผู้พรัดพรากจากพ่อแม่ เนื่องจากแม่่ของเธอไม่สามารถเลี้ยงดูเธอได้และถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เด็กหญิงและน้องชายจึงถูกส่งไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในมิวนิค แต่แล้ว น้องชายเธอดันป่วยตายระหว่างการเดินทาง ตอนนั้น ลีเซล วัย 9 ขวบ ได้ครอบครองหนังสือเล่มแรกในชีวิต แม้เธอจะอ่านหนังสือไม่ได้เลย มันเป็น "หนังสือคู่มือการขุดหลุมฝังศพ" ลีเซลจึงอยากเก็บมันไว้เพื่อระลึกถึงน้องชาย และนั่นเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ "ความตาย" ติดตามเธอ ...
 
ความมหัศจรรย์ของ Book Of Thief คือการบรรยายให้เห็นถึงสภาพสังคมชาวเยอรมันในช่วงสงคราม ที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น แม้จะไม่ได้เป็นยิวชีวิตท่ามกลางสงครามในเยอรมันก็น่าเศร้าพอๆกัน ได้อย่างเห็นภาพชัดเจนและชวนคล้อยตามอย่างยิ่ง โดยหนังสือ เล่าเรื่องผ่านมุมมองของ "ความตาย" ที่เฝ้าติดตามชีวิตอันน่าสนใจของหนูน้อย "รีเซล" ที่ถูกครอบครัวอุปถัมภ์สั่งสอนให้ใช้หนังสือบำบัด "ความเศร้า" ของเธอเอง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย รวมไปถึงเรื่องราวของมิตรภาพ การเติบโต และ การมองเห็น "เพื่อนมนุษย์" ของ ลีเซล ที่ทำให้เรื่องราวของ Book Of Thief จับใจคนทั่วโลก จนถึงขั้นอยากยกขึ้นไปอยู่บนหิ้งกับ แอนน์ แฟรงก์ เลยทีเดียว
 
ให้แนะนำคือ เล่มนี้ระดับ 5 ดาวมิชลินเลยจ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
 
ฉบับหนังเข้าสู่ขั้นตอน Post-Production เป็นที่เรียบร้อย กำหนดฉายคือ 17 มกรา 2014 โดย Geoffrey Rush ดาราลายครามที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก The King Speech จะมารับบทเป็น พ่ออุปถัมภ์ของลีเซล และ บทลีเซล จะได้หนูน้อย โซฟี น้องสาวของ อิซเบลล่า (ที่เคยรับบทเป็นลูกสาวใน MAMA) มารับบทเด็กสาวคลั่งหนังสือด้วย
 
 
Base On Novel : Book Of Thief  จอมโจรหนังสือ
Starring :  Geoffrey Rush (Hans Hubermann), Sophie Nélisse (Liesel),  Nico Liersch (Rudy Steiner)
 
 
 
4. The Alchemist (2014)
 
หาก..
 
หนังสือเล่มนี้ไม่ถูกทำเป็นหนัง ...
 
ฟ้าคงถล่มทลาย ปีรามิดทรายคงแตกตัวออกมาเป็นพายุโหมซัดเข้าใส่ ลอสแองเจลิส และ ฮอลลีวูด โทษฐานที่มองข้ามสิ่งมหัศจรรย์อย่าง The Alchemist ไป ...
 
ออกแนว โอเวอร์ไปหน่อย แต่เพราะ The Alchemist ยิ่งใหญ่ประดุจ ปีรามิด สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่มิควรมองข้ามจริงๆค่ะ ...
 
The Alchemist เล่าเรื่องของ Santhiago หนุ่มเลี้ยงแพะ ผู้ไฝ่ฝันอยากท่องไปในโลกกว้าง และแล้ววันหนึ่ง ลางบอกเหตุบางอย่างก็มาเยือนเขา ทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจออกเดินทางจากสเปน มุ่งสู่ "ปีรามิด" ในอียิปต์ เพื่อตามหาขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ขุมทรัพย์ที่หาค่าไม่ได้นั้น อยู่ระหว่างทางที่เขากำลังท่องไปต่างหาก ... และที่สุดปลายชะตากรรม The Alchemist นักเล่นแร่แปรธาตุ ได้รอคอยเขาอยู่ ...
 
หนังสือได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม ไม่ใช่ในแง่ของความแฟนตาซี แต่เป็นเรื่องของการเล่าเรื่องที่สอดแทรกปรัชญาชีวิต และมุมมองทางศาสนาสุดลึกล้ำที่มากความหมาย และท้าทายความฝันของคนอ่านเป็นอย่างยิ่ง ..
 
เรื่องนี้มีการถกเถียงเรื่องการพัฒนาในการทำเป็นภาพยนตร์มาค่อนข้างนานแล้ว เพราะหนังสือ โด่งดังอย่างมาก แม้ในปีแรกที่มันวางจำหน่ายในภาษาโปรตุเกสตอนปี 1988 หนังสือจะไม่ค่อยได้รับความสนใจก็ตาม แต่ต่อมา มันถูกแปลใน 56 ภาษาทั่วโลก ยอดขาย 65 ล้านเล่ม ส่งผลให้ เปาโล โคเอโย (Paulo Coelho) นักเขียนชาวบราซิลที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งแห่งยุค ด้วยหนังสือเรื่องสั้นเล่มเล็กความหนา 166 หน้าที่ชื่อ The Alchemist นี่เอง
 
หนังสือเคยถูกซื้อลิขสิทธิ์โดย Warner Bros. ในปี 2003 ก่อนจะเกิดปัญหาจนลิขสิทธิ์ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ในมือของ Harvey Weinstein ที่ค่อนข้างสร้างความพอใจกับตัวเปาโลมากกว่า โดยฮาวี่ย์วางบทของ ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์นเป็น Eponymous (ไม่แน่ใจว่าควรแปลไทยว่าอะไรดี) โดยหนังมีกำหนดฉายปี 2014 แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในการถ่ายทำเลย
 
Base On Novel : The Alchemist ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน
Starring :  Rumor ** Laurence Fishburne (Eponymous)
 
 
 
5. Child 44 (2014)
 
ดิ้นตายกันไปเลย!!!
 
Child 44 พาเราเข้าสู่ยุค "สตาลินเรื่องอำนาจ" ภายใต้นโยบาย "ปลอดอาชญากรรม" ที่สตาลินพยายามเคร่งครัดกฏหมายแก่ประชาชนชาวโซเวียตแบบไม่มีผ่อนปรน เพื่อเป็นการประกาศแก่ชาวโลกว่า "โซเวียตใสสะอาดปราศจากอาชญากรรม" โดย ภายใต้กฏอันแข็งกร้าวนั้น สตาลินไม่ได้ทำให้บ้านเมืองปลอดอาชญากรแต่อย่างใด เขากลับสร้างปีศาจร้ายขึ้นมาเสียเอง
 
ท่ามกลางระบอบสังคมนิยม ท่ามกลางความอดอยากหิวโหยของผู้คน เลโอ เป็นเจ้าหน้า MGB ผู้ใช้ีชีวิตหรูหราฟุ้งเฟ้ออยู่ในมอสโก เขาไม่เคยแยแส หรือ ตั้งคำถามกับคำสั่งของพรรค เลโอปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์อย่างสุดซึ้ง แม้ความตายอยู่ตรงหน้า เขาก็มิใคร่สนใจ หากมันได้รับคำสั่งมาว่า ไม่ควรสนใจ แต่แล้ว ทุกอย่างก็พังทลายลง เมื่อเขาถูกบังคับให้ดูชายคนหนึ่งตายอย่างทุกทรมาน การสังหารเด็กอย่างไร้ปราณี และ การถูกบังคับให้จับกุมภรรยาของตัวเอง!!!
 
ไอเดียเริ่มแรกของ Tom Rob Smith ผู้แต่งนั้น เริ่มต้นจากการที่เขาได้ไไปศึกษาประวัติฆาตกรต่อเนื่องคนหนึ่งโดยบังเอิญ ฉายา "รอสตอฟ ริปเปอร์" โดยรอสตอฟ ฆ่าหญิงสาว 52 คนตลอดระยะเวลา 13 ปีโดยเขา่อยู่อย่างลอยนวลมาได้นานขนาดนั้นเพราะ นโยบาย "ปลอดอาชญากร" ของโซเวียต ที่ปิดหูปิดตาไม่ยอมรับว่าประเทศตัวเองเต็มไปด้วยอาชญากรนั่นเอง
 
หนังสือทำเอางานลอนดอน บุ๊ค แฟร์ ปี 2009 วุ่นเมื่อบรรดาค่ายหนังเปิดศึกแย่งกันซื้อลิขสิทธิ์กันจ้าละหวั่น จน ริดลีย์ สก็อตได้บทไป และวางแผนว่าจะกำกับเอง จนกระทั่งเขาเลือก Daniel Espinosa ผู้กำกับชาวสวีเดนที่เคยผ่านงานแอคชั่นแบบ Safe House มาแล้ว มารับหน้าที่กำกับ โดยตัวสก็อตเองนั่งเก้าอี้ควบคุมงานสร้างเอง หนังได้ดารานำเป็นที่เรียบร้อยที่บอกตรงๆว่า กรี๊ดกร๊าด วี้ดวาย กระตู้วู้ ชวนดูอย่างยิ่ง!!!
 
Base On Novel : Child 44 รหัสฆาฏ
Starring :   Tom Hardy, Noomi Rapace, Joel Kinnaman, Gary Oldman, Philip Seymour Hoffman
 
 
 
 
6. Fifty Shades Of Grey (2014)
 
ในที่สุด!!!!!!!
 
หลังจากปล่อยบรรดาแม่ยก แม่ยาย แม่บ้าน คุณป้า อาจุมม่า อาซิ่ม จิ้น-ฟิน-เว่อร์ กันอยู่นาน นวยายรักสุดหวาม ชื่อดัุงกระฉ่อนเรื่องนี้ก็จะได้ทำเป็นหนังสักที เย้!!!!!!!!!!!! (ชัดเจนอีกครั้ง ณ จุดนี้ิ 55555555555)
 
ความโด่งดังของ Fifty Shades Of Grey เริ่มมาจากการไม่เปิดเผยชื่อเสียงเรียงนามของผู้เขียน และ การเป็นหนังสือไตรภาค ที่ เล่าเรื่องรักแบบถึงพริกถึงขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ของพี่ "พระเอก" อย่าง คริสเตียน เกรย์ สุดฟ้อ หล่อเฟี้ยว บ้านรวย โรแมนติค เพอร์เฟคที่สุดในสามโลกของเรา แต่ทว่าคริสเตียนของเรานั้น มีพฤติกรรมทางเพศที่แปลกกว่าคนทั่วไปอยู่สักหน่อยคือ ... คริสเตียนเป็น ซาดิสต์ ค่ะ ...
 
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
 
(ใครเหยียบหาง)
 
ความโด่งดังของ Fifty Shades Of Grey นั้นค่อนข้างแหวกตลาดนิยายโรม๊านซ์อยู่พอสมควรในช่วงนั้น โดยได้รับความนิยมอย่างมากถึงขั้นโค่นแชมป์แบบ No Easy Day หนังสือแฉปฏิบัติการณ์บินลาเดน ลงอย่างง่ายดาย และขึ้นแท่นหนังสือที่มียอดจำหน่ายทั่วโลกเป็นอันดับ 1 ไปในที่สุด โดยมียอดจำหน่ายกว่า 80 ล้านเล่มทั่วโลก!!! อะไรมันจะขนาดนั้นคะคุณผู้โชมมมมม!!!!!
 
ด้วยเนื้อหาที่ค่อนข้างหวือหวาอยู่พอสมควรและกระแสที่แรงมากๆ ทำให้ค่ายหนังไม่ลังเลที่จะซื้อลิขสิทธิ์มาสร้่างเป็นภาพยนตร์ทันที แต่การพัฒนาบทนั้นค่อนข้างใช้เวลาอยู่พอสมควร เปลี่ยนผู้กำกับและคนดูแลบท รวมไปถึงทีมงานประมาณ 3 แสนรอบ หนำซ้ำการคัดเลือดนักแสดงยังใช้เวลาค่อนข้างมากอีก เพราะมีการแข่งขันในการรับบทนำในเรื่องอยู่เยอะมากๆ!!! แคสติ้งกันประมาณ 4 หมื่นรอบ โดยคนแรกที่ถูกมาร์กบทไว้คือ อเล็ก เพตติเฟอร์ ที่โดดเด้งมาจาก Magic Mike แต่บอกตรงๆนะ เจ๊ไม่ให้ผ่าน! พี่คริสเตียนต้อง ผมดำคมเข้มค่ะ ไม่ใช่บลอนด์ดี้!! แต่แ้ล้วข่าวลื